|
คุณสมบัติของ LPG
• เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซโพรเทนและนิวเทน เป็นหลัก
• ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ปราศจากพิษ ( แต่โดยทั่วไปจะเติมสารเคมีเพื่อความปลอดภัย )
• หนักกว่าอากาศ
• ติดไฟได้ในช่วงของการติดไฟที่ 2–15 % ของปริมาณในอากาศ และอุณหภูมิที่ติดไฟได้เองคือ 400 c ํ
คุณประโยชน์ของ LPG
• เป็นเชื้อเพลิงที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมีการเผาไหม้สมบูรณ์
• ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะไอกรีน
• มีราคาถูก 9-10 บาท
• ก๊าซอยู่ในสภาพแรงดันต่ำ 180 psi
• อัตราการสิ้นเปลืองก๊าซเทียบเท่ากับการใช้น้ำมันเบนซิน
• อุปกรณ์มีราคาถูกกว่าอุปกรณ์ก๊าซ NGV
ระบบก๊าซที่เราใช้ มีหลักการทำงานดังนี้
1.ระบบ Fix mixture (ระบบแบบคาร์บูเรเตอร์)
จะใช้ Mixer เป็นตัวผสมอากาศและแก๊สเข้าด้วยกัน มีขั้นตอนดังนี้
- ถังแก๊สจะเก็บเชื้อเพลิงและส่งเชื้อเพลิงเข้าไปยังหม้อต้ม ( VAPOLIZER ) โดย Pressore ในถังก๊าซจะมีแรงดัน=150 psi – 200 psi สำหรับ LPG
- ก๊าซที่ส่งมาจากถังก๊าซสำหรับ LPG จะเป็นน้ำแก๊ส
- จาก Valve ติดก๊าซอัตโนมัติจะส่งน้ำก๊าซ LPG เข้าไปยัง VAPOLIZER (หม้อต้ม) และหม้อต้มจะทำการเปลี่ยนความร้อนทำให้น้ำก๊าซ LPG เปลี่ยนสถานะตัวเองกลายเป็นไอก๊าซโดยมีแรงดันที่ 150 psi – 200 psi หลังจากนั้นจะลดแรงดันลงจาก 150 psi – 200 psi ลงเหลือแรงดันชั้นบรรยากาศ (=1) โดยใช้ Reducer ในตัวหม้อต้มทำหน้าที่ลดแรงดันและจ่ายออกทางด้าน GAS OUT
- จากก๊าซแรงดันต่ำจะจ่ายผ่านไปยังตัวปรับก๊าซ (ADJUSTOR) ซึ่งทำหน้าที่ในการจ่ายก๊าซมากหรือน้อยโดยสามารถปรับตัวด้วยมือ
- หลังจากนั้นจะจ่ายก๊าซผ่านเข้าไปยัง Mixer และเครื่องยนต์จะดูดไปใช้งานตามแรงดูดของอากาศ
- ซึ่งระบบนี้จะไม่สามารถ Control การจ่ายก๊าซได้ว่าก๊าซที่เผาไหม้ในห้องเครื่องยนต์มากหรือน้อย ซึ่งเราเรียก ระบบนี้ว่า “ OPEN LOOP ”
ข้อเสียของระบบคาร์บูเรเตอร์ ( FIX MIXER )
- ไม่สามารถ Control การจ่ายก๊าซได้ว่าก๊าซที่เผาไหม้ในห้องเครื่องยนต์มากหรือน้อย
- และต้องมาปรับจูนบ่อย ๆ เมื่อกรองอากาศเริ่มตัน หรือตอนเปลี่ยนกรองอากาศใหม่
ยกตัวอย่างเช่น. เมื่อกรองอากาศตันหรื่อเริ่มสกปรกอากาศที่เข้าเครื่องยนต์น้อยเครื่องยนต์จะดูดก๊าซเพิ่มขึ้นทำให้รถกินก๊าซมากขึ้น
2. ระบบ Mixer Lambda Control (ระบบคาร์บูเรเตอร์แบบมีสัญญาณ Oxigen Sensor ) ระบบนี้ถูกพัฒนามาจากระบบมิกเซอร์ให้ทำงานดีขึ้น
ระบบนี้ถุกพัฒนามาจากระบบ Fix Mixer เพื่อนำมาใช้งานกับรถยนต์ที่มีระบบ Oxigen Sensor ให้แปรผันค่าการจ่ายตามความต้องการเครื่องยนต์ โดยอิงค่าจากสัญญาณ Lamda จะถูกแบ่งการทำงานออกเป็น 3 Step คือ น้อย – กลาง – มาก ถ้าสัญญาณแจ้งส่วนผสมหนาระบบจะลดค่าจ่ายก๊าซลง ถ้าสัญญาณแจ้งส่วนผสมบางระบบจะจ่ายก๊าซมากขึ้น ถ้าช่วงเดินเบาต้องทำการปรับจูนให้ค่าสัญญาณ มีการแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงน้ำมันที่สุดระบบจึงสมบูรณ์ ที่จริงระบบ ที่ 1 และ 2 มันก็เป็นระบบแบบเดียวกันยังต้องลดมวลอากาศแต่ระบบจะแจ้ง Output ของเครื่องว่าต้องการเชื้อเพิงมาก – น้อย ขนาดไหน
3. ระบบ Sequential Injection (ระบบก๊าซแบบหัวฉีดแยกการทำงานอิสระ แปรผันตามค่าการฉีดเชื้อเพลิง)
เป็นระบบที่มีใช้ล่าสุดในบ้านเรา ระบบทำงานร่วมกับ ECU มีการประเมินค่าจากสัญญาณการฉีดเชื้อเพลิงเป็นหลัก ในระบบบางยี่ห้ออาจต้องการที่จะประเมิณผลให้มากขึ้นก็จะมีการจับสัญญาณ RPM เพื่อการประเมินผลช่วยด้วย เมื่อระบบประมวลผลการจ่ายเชื้อเพลิงได้สัญญาณการฉีดเชื้อเพลิงที่ประมวลผลได้ใหม่จะถูกส่งให้หัวฉีดก๊าซ การประมวลค่าการฉีดจะมีสัญญาณดิบจาก ECU ของน้ำมันเป็นตัวหลัก การเพิ่มหรือลดช่วงเวลาการฉีด จะถูก Oxigen Sensor ประมวลผล บางเพิ่ม หนาก็ลด ระบบจะ Copy การทำงานของ ECU น้ำมันมาทั้งหมดและนำมาแต่งค่าให้เหมาะสมกับก๊าซที่ใช้ แต่ล่ะยี่ห้อของหัวฉีดจะแตกต่างกัน (เนื่องจากระบบมีความทันสมัยมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายในทุกจุดที่สำคัญ )
|